หากผมมีบุญจริง ท่านคงจะได้อ่านจดหมายฉบับนี้
เพื่อเป็นการปูพื้นฐานต่อท่าน ตัวผมเองนั้นเรียนโรงเรียนเอกชนในกรุงเทพฯจนเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐ และได้มีโอกาสไปเรียนต่อโทที่เมืองนอก
ต่อไปนี้คือความคิดเห็นต่อระบบการศึกษาฯ จากคนที่จำเรื่องราวของตัวเองวันที่ตัดสินใจกลับเมืองไทยมาหางานสอนในมหาวิทยาลัยได้ดี (ไม่ต้องห่วงเรื่องวุฒิฯของผมนะครับ) บวกกับความเป็นพ่อที่ต้องเลือกระบบการศึกษาให้ลูกตัวเอง หวังว่าท่านจะสละเวลาอ่านจนจบ
ผมอยากจะให้กำลังใจท่านช่วยเป็นตัวอย่างของข้าราชการที่ดีด้วยการ"ไม่ก้มหัว"ให้นักการเมือง โดยเฉพาะเสมาหนึ่ง...แต่ก็...อ่ะนะครับ...แม้แต่ชื่อท่านผมยังไม่รู้เลย ช่วยออกมาจากหลังท่านเสมาฯอีกหน่อยได้ไหมครับ
ให้มันเป็นตัวอย่างแก่ทุกกระทรวงที่เหลือว่าการที่รัฐมนตรีมันเอาหน้าไปขึ้นคัทนั้น มันทำให้คนทำงานตั้งแต่ซีต้นๆยันปลัดฯมันเกียร์ว่างจนประเทศเสียหาย การลัดขั้นตอนข้ามหัวผู้ปฏิบัติงานไปล้วงทุกกรณีนั้น มันไม่ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานมีกำลังใจทำงานตามแผนตามยุทธศาสตร์ที่ท่านรับรู้รับทราบมาตลอดชีวิตการทำงานเลย...ทำไมประชาชนเขาถึงรับทราบแค่การไม่ตกผลึกว่าปีหนึ่งแป๊ะเจี๊ยะ อีกปีไม่แป๊ะเจี๊ยะหล่ะครับ...แต่ก็...อ่ะนะครับ...หวังกับฝ่ายบริหารไม่ได้...ก็ต้องหวังกับฝ่ายที่ทำให้ดัชนีประสิทธิภาพการเรียนการสอนและดัชนีการลงทุนในด้านการศึกษาของประเทศต่ำแทบจะที่สุดในอาเซียนแบบท่านๆนี่แหละครับ
ขออนุญาตนอกเรื่องเรื่องหนึ่งว่า เรื่องหนึ่งที่ผมดีใจ(แต่ไม่ได้เป็นผลงานของท่าน)คือการที่ไม่เห็นโฆษณาทางทีวีของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง(ซึ่งอธิการก็เป็นผู้เปี่ยมความสามารถ)มาสักพักแล้ว เป็นมหาวิทยาลัยที่เกิดจากวิสัยทัศน์ทางธุรกิจที่ต้องการป้อนแรงงานธุรกิจร้านสะดวกซื้อ เนื้อหาโฆษณาก็ประมาณแม่ไปดูสถานที่ของมหาวิทยาลัยและตัดสินใจเอาใบสมัครมาให้ลูก ว่านี่แหละอนาคตอันที่ดีของลูก (ในสายตาผม...อย่างน้อย ๑. ร้านนี้ก็เป็นที่ทำงานในฝันของหลายคน ๒. คุณภาพของคนทำงานก็ดีกว่าอีกยี่ห้อหลายช่วงตัว) นอกจากดีใจที่ไม่เห็นสักพักแล้วผมยังดีใจที่ตอนจบผู้สร้างไม่จบด้วยภาพธงชาติว่านี่คืออนาคตของชาติ :)
ผมไม่ได้เหยียดหยามคนทำงานที่ร้านสะดวกซื้อ ผมแค่กำลังถามตัวเองว่าประเทศเรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของการปรับคุณภาพของการศึกษาด้วยการเน้นปริมาณสถาบันอุดมศึกษาเพื่อยกระดับค่าเฉลี่ยการศึกษาขั้นต่ำของประเทศ แล้วก็มา"ไม่ไว้ใจ"ด้วยการทำสารพัดการประเมินหรือเปล่า ระดับอุดมศีกษา มหาวิทยาลัยเล็กๆทั้งหลายบ่นกันอื้ออีง แต่พอมองลงไปถึงระดับประถมศึกษายิ่งละเหี่ยใจ เนื้อหาที่มีอยู่แค่นั้น กระทรวงยังไม่มีปัญหาสร้างมาตรฐาน แน่นอนว่าในแง่หนึ่งคุณภาพของครูส่วนใหญ่ก็สะท้อนจากสองรัฐบาลที่ผ่านมาว่าเงินเดือนครูขึ้นในอัตราที่น่าใจหายว่า "ขึ้นเป็นเปอร์เซ็น"ขนาดนี้แล้วพ่อพิมพ์แม่พิมพ์เหล่านี้ก็ยังไม่พอต่อการครองชีพ แต่ในอีกแง่หนึ่งกระทรวง"ไม่ไว้ใจ"โรงเรียนที่มีคุณภาพไปเพื่ออะไรครับ
ระบบต้องเป็นระบบ มีข้อยกเว้นก็ไม่เป็นระบบ แต่กระทรวงเคยคิดแบบนี้ไหมครับ ระบบที่ผิดธรรมชาติมันย่อมทำงานไม่ได้ (กฏหมายต้องเป็นกฎหมาย กฎหมายที่ผิดธรรมชาติย่อมไม่ให้คุณแก่มนุษย์...อนึ่งผมไม่เคยถือกฎหมายเป็นหลัก กฎหมายคือขั้นต่ำสุดของการตัดสินว่าสิ่งที่เป็นข้อขัดแย้งนั้นต้องมีข้อสรุป มีธรรมชาติแห่งความดีมากมายที่กฎหมายเขียนไม่ได้ เช่นห้ามคนเลวเป็นนักการเมือง)
ผมยกตัวอย่างแบบไม่ต้องแตะโรงเรียนในถิ่นธุรกันดาลก็แล้วกัน นโยบายต้องมีประกาศนียบัตรครู พูดไปก็กระดากปากเพราะผมไม่มีเงินเหลือไปซื้อหนังสือติวที่ผู้สมัครเกือบหมื่นแต่รับแค่หลักไม่กี่ร้อยแย่งกันสอบนั้นมาอ่าน เพื่อนผมเป็นจบมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ และจบด้านจิตวิทยาเด็กจากต่างประเทศสอบไม่ผ่านครับ (มันก็กระดากตรงที่ถ้าผ่านก็หมดเรื่อง...ประเด็นมันไม่อยู่ที่ตรงนี้หรอกนะครับ ผมไม่ลงทุนเขียนมาแก้ต่างให้เพื่อนว่าเพื่อนไม่โง่หรอกนะครับ) ดังนั้นไปสอนโรงเรียนอินเตอร์ระดับหนึ่งในห้าของประเทศไม่ได้ครับ
หรือนโยบายให้ครูต่างชาติต้องสอบประกาศนียบัตรสักอย่างเช่นกัน...ทำให้ครูต่างชาติดีๆแทบจะมีแต่ไหลออกไปประเทศที่สบายกว่าอย่างเกาหลี สิงคโปร์ ฯลฯ เพียงเพื่อต้องการสกรีนพวกต่างชาติที่แอบหางานทำที่เป็นข่าว
แล้วคุณภาพโรงเรียนก็พาเรากลับไปเรื่องแป๊ะเจี๊ยะ...
ล้อเล่นครับ
ผมไม่บังอาจรบกวนเวลาท่าน(ผู้อ่าน)มาถึงตรงนี้แบบนั้นหรอกครับ
ผมเรียกร้องมานานแล้วว่าคุณภาพของระบบการศึกษาไม่ใช่กระทรวงศึกษาผู้เดียวที่ต้องรับผิดชอบ ปัญหาคุณภาพแรงงานและสังคมวันนี้เป็นผลมาจากคุณภาพ"ครอบครัว" ครอบครัวที่ไม่สามารถสร้างคน"ให้"เป็นคนที่มีธรรม "ให้"รู้จักทำเพื่อให้สังคมเป็นสุข "ให้"เห็นอนาคตที่น่าอยู่
ผมดีใจที่วันก่อนได้ฟังตัวอย่างผู้ปกครองจากเครือข่ายที่สร้างสรรค์ ว่าแม้ว่าลูกหลานเขาเข้าโรงเรียนสายสามัญที่มีแต่การแข่งขัน เขาเหล่านั้นไม่ได้โทษการแข่งขันเลย เขาพูดถึงเรื่องใกล้ตัวง่ายๆ (ไม่ไกลตัวอย่างผม)ว่าคิดถึงอารมณ์เด็กที่อดเรียนต่อกับเพื่อน ว่าคิดถึงเด็กว่าถ้าเรียนไม่ไหวก็ไปเรียนสายอาชีพก็ได้ ขอแค่เป็นคนดี...ไม่ฟูมฟาย...ผมเสียอีกเป็นฝ่ายสงสารเด็กในกรุงเทพฯ...เด็กที่รู้จักแต่การเรียนพิเศษและเครียดตั้งแต่ป.๓ ยัน ม.๖ โดยไม่รู้ว่า"สังคมที่ดี" มันเป็นอย่างไร
จีงเรียนท่านปลัดฯมา ณ ที่นี้เพื่อ นอกจากมุ่งปรับปรุงคุณภาพครูและคุณภาพชีวิตของครูต่อไปเถิดครับแล้ว กรุณาให้แสงสว่างแก่ผู้ปกครองด้วยนะครับให้"ก้าวข้าม"การศึกษาในห้องเรียนด้วย คุณภาพของประชากรขึ้นอยู่กับครอบครัวครับ อย่าโยนสิ่งนี้ไปกับ เวลาและค่าเรียนพิเศษ หรือเงินบำรุงแสนแพง ที่เด็กไม่มีความสุข
จาก
คนที่สงสัยว่านักเรียนทุจริตแต่โดนนักเรียนตะคอกกลับด้วยสายตาเกลียดชังแทนที่สายตาสำนึกหรือพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และคิดซื่อๆว่าทำไมสังคมสร้างเด็กอย่างนี้มาได้
วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)